เทคนิคเร่งความหวานอ้อยก่อนตัด เพิ่มค่า C.C.S. ให้พุ่งสูง น้ำหนักดี ไม่กลวงไส้
ใกล้ถึงฤดูเปิดหีบอ้อยแล้ว พี่น้องชาวไร่อ้อยหลายคนคงกำลังลุ้นกันอยู่ใช่ไหมครับว่าอ้อยแปลงของเราจะได้ค่าความหวาน หรือค่า C.C.S. สูงตามเป้าหรือไม่ เพราะในยุคที่ต้นทุนปุ๋ยและค่าน้ำมันแพงแบบนี้ การขายอ้อยให้ได้กำไรสูงสุดไม่ได้วัดกันที่น้ำหนักเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ค่า C.C.S. คือตัวชี้วัดสำคัญที่จะทำให้เราได้เงินเพิ่มแบบก้าวกระโดด วันนี้ผมจึงรวบรวมเทคนิคการจัดการอ้อยช่วงโค้งสุดท้ายก่อนตัด เพื่อเร่งความหวาน เพิ่มน้ำหนักลำ และป้องกันปัญหาอ้อยกลวงไส้ มาฝากพี่น้องชาวไร่อ้อยทุกคนครับ
1. งดน้ำก่อนตัดอ้อยตามระยะเวลาที่เหมาะสม
การจัดการน้ำถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการเร่งความหวานตามธรรมชาติ ช่วงที่อ้อยเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว เราต้องเริ่มลดการให้น้ำและงดน้ำอย่างเด็ดขาดก่อนตัดประมาณ 30 ถึง 45 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพดิน หากเป็นดินทรายหรืองดน้ำแล้วดินแห้งไว อาจใช้เวลาเพียง 20 ถึง 30 วัน ส่วนดินเหนียวที่อุ้มน้ำดีอาจต้องงดน้ำล่วงหน้าถึง 45 วัน การงดน้ำจะทำให้อ้อยเกิดความเครียดในระดับที่เหมาะสม อ้อยจะหยุดสร้างใบใหม่และเปลี่ยนแป้งให้กลายเป็นน้ำตาลสะสมไว้ในลำต้นแทน ส่งผลให้ค่าความหวานพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน
2. ใช้ปุ๋ยตัวท้ายสูงช่วยเคลื่อนย้ายน้ำตาล
ในช่วงอายุอ้อยประมาณ 7 ถึง 8 เดือน หรือประมาณ 1 ถึง 2 เดือนก่อนตัด หากอ้อยยังดูเขียวจัดหรือใบยังตั้งตรง แนะนำให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบที่มีธาตุโพแทสเซียมสูง เช่น สูตร 0-0-50 หรือ 0-0-60 ผสมกับธาตุอาหารรองและอาหารเสริมอย่างโบรอนและแมกนีเซียม ธาตุโพแทสเซียมและโบรอนจะทำหน้าที่เป็นเหมือนรถบรรทุก ช่วยลำเลียงแป้งและน้ำตาลจากใบลงมาเก็บสะสมไว้ที่ลำต้น ทำให้อ้อยมีเนื้อแน่น ลำหนัก และช่วยลดปัญหาอ้อยกลวงไส้หรือไส้ฟ่ามได้อย่างดีเยี่ยม
3. หยุดใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในช่วงปลายฤดู
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการใส่ปุ๋ยยูเรียหรือปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงในช่วงที่อ้อยอายุมากแล้ว เพราะอยากให้อ้อยลำใหญ่ขึ้น แต่ความจริงแล้วไนโตรเจนจะไปกระตุ้นให้อ้อยแตกยอดอ่อนและใบใหม่ ทำให้อ้อยดึงน้ำตาลที่สะสมไว้ในลำต้นกลับมาใช้ในการเจริญเติบโตแทนที่จะเก็บไว้ ส่งผลให้ค่าความหวานตกลงอย่างน่าเสียดาย แถมอ้อยยังอวบน้ำแต่เนื้อข้างในกลวงน้ำหนักเบา ดังนั้นเมื่ออ้อยอายุเกิน 5 ถึง 6 เดือนไปแล้ว ควรงดปุ๋ยไนโตรเจนโดยเด็ดขาด
4. เฝ้าระวังและป้องกันอ้อยออกดอก
อ้อยที่ออกดอกในช่วงก่อนตัดจะสูญเสียพลังงานและน้ำตาลไปกับการสร้างดอกเป็นจำนวนมาก เมื่ออ้อยออกดอกแล้ว ลำต้นจะเริ่มฝ่อและเกิดอาการกลวงไส้จากด้านบนลงมาด้านล่าง ทำให้น้ำหนักหายและค่าความหวานลดลง การป้องกันสามารถทำได้โดยการเลือกปลูกพันธุ์อ้อยที่ไม่ออกดอกง่าย หรือจัดการน้ำและปุ๋ยให้สมดุลในช่วงเปลี่ยนฤดู หากพบว่าแปลงไหนเริ่มออกดอก ควรวางแผนจัดคิวตัดแปลงนั้นเป็นอันดับแรกๆ เพื่อลดการสูญเสียน้ำหนักและน้ำตาล
5. ตัดอ้อยสดและส่งโรงงานให้ไวที่สุด
แม้เราจะบำรุงจนอ้อยมีความหวานสูงแค่ไหน แต่ถ้าจัดการหลังการตัดไม่ดี ค่า C.C.S. ก็สามารถลดลงได้ภายในไม่กี่วัน การตัดอ้อยสดโดยไม่เผาใบจะช่วยรักษาคุณภาพน้ำตาลในลำอ้อยได้ดีที่สุด เพราะการเผาอ้อยจะทำให้ความร้อนไปทำลายเซลล์ลำต้น น้ำตาลจะเปลี่ยนรูปและเกิดการบูดเน่าได้ง่าย นอกจากนี้ เมื่อตัดอ้อยแล้วควรรีบขนส่งเข้าโรงงานทันทีภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง และควรตัดให้ชิดโคนต้นที่สุด เพราะโคนอ้อยเป็นส่วนที่มีการสะสมน้ำตาลเข้มข้นที่สุดและมีน้ำหนักมากที่สุดนั่นเอง
สรุปท้ายบทความ
การเพิ่มค่าความหวานหรือค่า C.C.S. ควบคู่ไปกับการรักษาน้ำหนักลำอ้อยให้ดีและไม่กลวงไส้ ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของพี่น้องชาวไร่อ้อยครับ เพียงแค่เราใส่ใจในจังหวะเวลา งดปุ๋ยไนโตรเจนให้ถูกช่วง เสริมปุ๋ยโพแทสเซียมทางใบ งดน้ำก่อนตัดตามสภาพดิน และเน้นการตัดอ้อยสดส่งโรงงานให้ไว เพียงเท่านี้ผลผลิตอ้อยในฤดูหีบปีนี้ก็จะได้ทั้งน้ำหนักและค่าความหวานที่พุ่งทะลุเป้า สร้างรายได้และผลกำไรให้พี่น้องเกษตรกรได้อย่างคุ้มค่าเหนื่อยแน่นอนครับ ขอให้ชาวไร่อ้อยทุกท่านโชคดี ได้ค่า C.C.S. สูงๆ กันถ้วนหน้าครับ
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นเลย