0
ฟาร์มเกษตร ชีวิตเกษตรครบวงจร ชุมชนเกษตรออนไลน์ 24 ชั่วโมงทุกวัน โพสถามปัญหาพืช ตอบไวทุกวัน ดูดวงโหราศาสตร์คำนวณจริง เล่นเกมเกษตรสนุกผ่อนคลาย

ตารางผสมปุ๋ยทางใบและยากำจัดศัตรูพืช ตัวไหนผสมกันได้ ตัวไหนห้ามผสมเด็ดขาดเพื่อป้องกันการตกตะกอน

ในการจัดการสวนเกษตร การฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชร่วมกับปุ๋ยทางใบในถังเดียวกันที่เรียกว่า Tank Mix (การผสมสารหลายชนิดในถังเดียว) ช่วยประหยัดเวลาและแรงงาน อย่างไรก็ตาม การนำสารมาผสมกันโดยไม่ทราบคุณสมบัติทางเคมี อาจเกิดปฏิกิริยา Incompatibility (ความเข้ากันไม่ได้ของสาร) ส่งผลให้สารตกตะกอน แยกชั้น อุดตันหัวฉีด ประสิทธิภาพลดลง หรือเกิด Phytotoxicity (อาการใบไหม้หรือเป็นพิษต่อพืช) การเข้าใจหลักการผสมสารตามหลักวิชาการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง 1. ลำดับการผสมสารลงในถังฉีดพ่นตามหลักสากล การเทสารเข้มข้นรวมกันคราวเดียวเป็นสาเหตุหลักของการตกตะกอน หลักการที่ถูกต้องคือเติมน้ำลงในถังครึ่งหนึ่งก่อน แล้วเติมสารทีละชนิดพร้อมกวนน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเรียงลำดับตามการละลายดังนี้ ลำดับที่ 1 ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำหรือสารปรับสภาพน้ำ ต้องละลายให้หมดก่อน หากใช้สารปรับค่า pH (ความเป็นกรด-ด่างของน้ำ) ให้เติมในขั้นตอนนี้ ลำดับที่ 2 สารชนิดผงผสมน้ำหรือ WP (Wettable Powder) และสารชนิดเม็ดละลายน้ำหรือ WG (Water Dispersible Granule) ซึ่งต้องการน้ำมากในการกระจายตัว ลำดับที่ 3 สารชนิดครีมข้นหรือ SC (Suspension Concentrate) ซึ่งมีอนุภาคขนาดเล็กแขวนลอยในน้ำ ลำดับที่ 4 สารชนิดน้ำมันหรือ EC (Emulsifiable Concentrate) เมื่อเทลงน้ำจะได้สารละลายสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนม หากใส่ก่อนสารชนิดผง น้ำมันจะเคลือบผงยาทำให้ไม่ละลายน้ำและจับเป็นก้อนเหนียว ลำดับที่ 5 สารละลายใสหรือ SL (Soluble Liquid) รวมถึงปุ๋ยน้ำและธาตุอาหารเสริม และปิดท้ายด้วยสารจับใบหรือ Surfactant (สารลดแรงตึงผิว) เป็นลำดับสุดท้ายเสมอเพื่อป้องกันฟองล้นถัง 2. กลุ่มปุ๋ยและสารเคมีที่ห้ามผสมรวมกันเด็ดขาด แม้จะเรียงลำดับถูกต้อง แต่สารบางกลุ่มมีปฏิกิริยาทางเคมีที่เข้ากันไม่ได้ จึงห้ามผสมในถังเดียวกันและควรเว้นระยะฉีดพ่นห่างกัน 5 ถึง 7 วัน ได้แก่ แคลเซียม (Calcium) ห้ามผสมกับปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัส (Phosphorus) และซัลเฟอร์ (Sulfur) เช่น ปุ๋ยเกล็ดสูตรตัวกลางสูง หรือสารแมนโคเซบ เพราะแคลเซียมจะทำปฏิกิริยากับฟอสเฟตและซัลเฟต กลายเป็นตะกอนแข็งไม่ละลายน้ำ พืชดูดซึมไม่ได้และหัวฉีดอุดตัน สารกลุ่มคอปเปอร์ (Copper) เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ ห้ามผสมกับปุ๋ยทางใบทุกชนิด กรดอะมิโน (Amino Acid) และสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เพราะทำให้ไอออนทองแดงแตกตัวมากเกินไปจนเกิดอาการใบไหม้รุนแรงและดอกหรือผลอ่อนหลุดร่วง สารที่มีฤทธิ์เป็นด่างจัด เช่น บอร์โดซ์มิกซ์เจอร์ (Bordeaux Mixture) หรือกำมะถันผง ห้ามผสมกับสารกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphate) และคาร์บาเมต (Carbamate) เนื่องจากสภาพด่างทำให้เกิดปฏิกิริยา Alkaline Hydrolysis (การสลายตัวด้วยน้ำในสภาพด่าง) ส่งผลให้สารเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว สารชีวภัณฑ์ทุกชนิด เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma) ห้ามผสมกับสารเคมีกำจัดเชื้อราและสารกลุ่มคอปเปอร์เด็ดขาด เพราะสารเคมีจะทำลายสปอร์และเส้นใยของจุลินทรีย์จนตายทั้งหมด น้ำมันปิโตรเลียมออยล์ (Petroleum Spray Oil) ห้ามผสมกับสารกลุ่มกำมะถัน หรือแคปแทน (Captan) เพราะจะเร่งการดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อพืชมากเกินไปจนเกิดอาการใบไหม้ 3. การทดสอบความเข้ากันได้ของสารก่อนผสมจริง กรณีที่ไม่แน่ใจว่าสารที่มีอยู่ผสมกันได้หรือไม่ ให้ทดสอบเบื้องต้นที่เรียกว่า Jar Test (การทดสอบการผสมในขวดแก้วใส) โดยตวงน้ำที่จะใช้จริงใส่ขวดแก้วใสครึ่งขวด หยดสารแต่ละชนิดตามสัดส่วนและเรียงตามลำดับการผสม เขย่าให้เข้ากันแล้วตั้งทิ้งไว้ 15 ถึง 30 นาที หากมีตะกอนนอนก้น แยกชั้นเป็นคราบน้ำมัน จับตัวเป็นวุ้น หรือเกิดความร้อนที่ขวด แสดงว่าสารทำปฏิกิริยาต่อกัน ห้ามนำมาผสมรวมกันเด็ดขาด สรุป การผสมปุ๋ยทางใบและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ปลอดภัยและได้ผลดี ไม่ควรผสมสารเกิน 3 ถึง 4 ชนิดต่อถัง ต้องเรียงลำดับการเติมสารตามรูปทรงทางกายภาพอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการจับคู่สารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน โดยเฉพาะกลุ่มแคลเซียม คอปเปอร์ กำมะถัน และชีวภัณฑ์ เพื่อลดการสูญเสียเนื้อยา ป้องกันอาการใบไหม้ และช่วยให้การดูแลพืชเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
แชร์:

ความคิดเห็น

ความเห็นและคำตอบในชุมชนเป็นของผู้ใช้งานแต่ละคน ไม่ใช่การวินิจฉัยมืออาชีพ และไม่ใช่ความเห็นของฟาร์มเกษตร ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่เกษตรก่อนใช้ยา/สารเคมี — อ่านข้อจำกัดความรับผิดชอบ

ถามหมอพืช

🌱 หมอพืช

บอกอาการของพืชที่เจอมาได้เลยครับ เช่น ชื่อพืช + ปัญหาที่พบ แล้วเดี๋ยวช่วยหาสินค้าที่เหมาะกับคุณ

พิมพ์เสร็จกดถามเลย ระบบจะช่วยหาสินค้าที่เกี่ยวข้อง พร้อมบทความให้อ่านเพิ่มเติม

ยังไม่แน่ใจ? ลองถามเกษตรกรด้วยกันที่ ชุมชนเกษตรออนไลน์ ได้ฟรี