ถึงเวลาแล้วที่เกษตรกร จะซื้อปุ๋ยยาฯในราคาส่ง สั่งได้ 24 ชม. ส่งให้ถึงบ้าน ซื้อปลีก ซองเดียว ขวดเดียว ก็ขาย ราคาปลีก ได้ของแถม ทุก 500 บาท มีครบ ทุกปุ๋ยยาฯสามัญ สั่งผลิตก็ได้
ติดตั้งแอป

แอป ฟาร์มเกษตร ใช้งานได้เหมือนเว็บไซต์นี้ แต่เต็มประสิทธิภาพกว่า และมีโปรโมชั่นที่ดีกว่า

อ่านคู่มือ: หลักการและวิธีคิด ›

คำนวณเงินลงทุนเปิดโรงสีข้าวขนาดเล็ก

อยากเปิดโรงสีข้าวขนาดเล็กแต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน? กรอกเงินลงทุน (ที่ดิน+อาคาร+เครื่องจักรสีข้าว) ปริมาณข้าวเปลือกที่สีต่อวัน และต้นทุนดำเนินการ เทียบ 2 รูปแบบธุรกิจ "ซื้อข้าวเปลือกมาสีขาย" กับ "รับจ้างสีข้าว" (รวมโหมด "สีข้าวแลกรำ" ที่โรงสีชุมชนนิยมใช้) ระบบคำนวณเงินลงทุนรวม กำไรสุทธิ และปีที่คืนทุนให้ทันที พร้อมกราฟเงินลงทุนสะสม สัดส่วนเงินลงทุน และเปรียบเทียบ 2 รูปแบบธุรกิจ ใช้งานฟรี ไม่ต้องติดตั้งแอป

ผลคำนวณเป็นการประมาณตามสมมติฐานทั่วไป (ราคาข้าวเปลือก/ข้าวสาร/รำ/แกลบผันแปรตามพื้นที่และฤดูกาลมาก) ไม่ใช่การรับประกันรายได้ ควรสอบถามผู้เชี่ยวชาญและสำรวจตลาดในพื้นที่ก่อนตัดสินใจลงทุนจริง — ข้อจำกัดความรับผิดชอบ
หลักการ: รวมเงินลงทุน (ที่ดิน+อาคาร+เครื่องจักรสีข้าว และเงินทุนหมุนเวียนถ้าเป็นโหมดซื้อขาย) แล้วหารด้วยกำไรสุทธิต่อปี (รายได้จากค่าจ้างสีหรือขายข้าวสาร+รำ+แกลบ หักต้นทุนดำเนินการ) ได้ระยะเวลาคืนทุน
อ่านเพิ่มเติม

โหมด "รับจ้างสีข้าว" ไม่ต้องซื้อข้าวเปลือกเลย (ลูกค้านำมาเอง) จึงไม่มีเงินทุนหมุนเวียน รายได้มาจากค่าจ้างสีอย่างเดียว (เงินสดหรือรำ+แกลบที่เก็บไว้แทน) ส่วนโหมด "ซื้อข้าวเปลือกมาสีขาย" ต้องมีเงินสดสำรองซื้อข้าวเปลือกก่อนขายข้าวสารได้ กำไรต่อตันสูงกว่ามากแต่เสี่ยงเรื่องราคาข้าวเองด้วย

1. เลือกรูปแบบธุรกิจ

2. เงินลงทุน

ค่าประมาณการทำเลชนบทใกล้แหล่งปลูกข้าว ปรับตามทำเลจริง

เครื่องเล็ก (~0.5 ตัน/วัน) 150,000 บาท หรือมาตรฐาน 3 หัวสี (~2-2.5 ตัน/วัน) 280,000 บาท — ควรใกล้เคียงปริมาณที่กรอกในขั้นที่ 3

3. ปริมาณข้าวเปลือกที่สี

จำนวนวันที่ต้องถือเงินสดซื้อข้าวเปลือกไว้ก่อนขายข้าวสารได้เงินคืน

4. อัตราแปรสภาพ และราคาผลพลอยได้

ค่ากลางจากข้าวเปลือก 1 ตัน สีได้ข้าวสาร 600-660 กก. รำ 80-110 กก. แกลบ 230-250 กก. ที่เหลือเป็นความชื้น/สิ่งสูญเสีย ปรับได้ตามพันธุ์ข้าว/คุณภาพเครื่องสีจริง

5. ต้นทุนดำเนินการต่อปี

ผันแปรตามขนาดมอเตอร์มาก (เครื่องเล็ก ~5-6 บาท/ชม. เครื่องมาตรฐานสูงกว่านี้มาก) ควรกรอกให้ใกล้เคียงจริงที่สุด

ชิ้นส่วนสึกหรอ (ลูกยางกะเทาะเปลือก/หินขัดมัน) ต้องเปลี่ยนบ่อยกว่าอายุใช้งานรวมของเครื่องมาก ควรกรอกให้ใกล้เคียงจริง

6. อายุใช้งานโครงสร้าง/เครื่องจักร

ตัวอย่างคำนวณ

ตัวเลขด้านล่างเป็นตัวอย่างคำนวณจากค่าเริ่มต้นของกล่องคำนวณด้านบน (โหมดซื้อข้าวเปลือก มาสีขาย ที่ดิน 1 ไร่ x 500,000 บาท อาคาร 150 ตร.ม. x 5,500 บาท/ตร.ม. เครื่องจักรมาตรฐาน 3 หัวสี 280,000 บาท สี 2 ตัน/วัน x 280 วัน/ปี ซื้อข้าวเปลือกเจ้า 6,500 ขายข้าวขาว 5% ที่ 13,000 บาท/ตัน อัตราสีได้ข้าวสาร 65% รำ 11% แกลบ 23% ราคารำ 6 แกลบ 0.5 บาท/กก. สำรองเงินทุน 15 วัน ค่าไฟ 12,000 บาท/เดือน พนักงาน 3 คน x 9,000 บาท/เดือน ไม่กรอกค่าบำรุงรักษา/อื่นๆ อายุใช้งาน 20 ปี)

เงินลงทุนรวม 1,800,000 บาท รายได้ 5,166,000 บาท/ปี เหลือกำไรสุทธิ 1,058,000 บาท/ปี

จะคืนทุนในปีที่ 1.7

(ลองปรับตัวเลขตามพื้นที่/ปริมาณของคุณเอง หรือสลับไปโหมด "รับจ้างสีข้าว" ดูผลต่างในเครื่องมือคำนวณด้านบนของหน้านี้)

ความคิดเห็น

เว็บนี้ไม่มีระบบสมาชิก ทุกความเห็นจะแสดง "รหัสประจำตัว" สั้นๆ ที่อ้างอิงอุปกรณ์/เบราว์เซอร์ที่ใช้แสดงความเห็น (ไม่ใช่การยืนยันตัวตนจริง) เพื่อช่วยให้ดูออกว่าความเห็นที่ชื่อต่างกันมาจากคนเดียวกันหรือไม่ อ่านเพิ่มเติม

0/2000 ตัวอักษร

คำถามที่พบบ่อย

ธุรกิจนี้คืออะไร ต่างจาก "คำนวณราคาข้าวหักความชื้น" ที่มีอยู่แล้วอย่างไร?

เครื่องมือนี้เป็นมุม<strong>ผู้ประกอบการอยากเปิดธุรกิจโรงสีข้าวขนาดเล็ก</strong> (ลงทุนที่ดิน+อาคาร+เครื่องจักรสีข้าว) ไว้ประเมินว่าต้องลงทุนเท่าไหร่ กี่ปีคืนทุน — ส่วนเครื่องมือ "คำนวณราคาข้าวหักความชื้น" เป็นมุม<strong>ชาวนาที่ขายข้าวเปลือกให้โรงสี</strong> ไว้เช็คว่าราคาที่โรงสีเสนอหักความชื้นถูกต้องไหม คนละมุมกันเลย

"รับจ้างสีข้าว" กับ "ซื้อข้าวเปลือกมาสีขาย" ต่างกันอย่างไร ควรเลือกแบบไหน?

ต่างกันที่โครงสร้างธุรกิจจริง — "รับจ้างสีข้าว" คือลูกค้า (มักเป็นชาวนา) นำข้าวเปลือกของตัวเองมาให้โรงสีแปรรูป โรงสีไม่ได้ซื้อข้าวเปลือกเลย จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องราคาข้าวขึ้น-ลงหรือต้องมีเงินทุนหมุนเวียน รายได้มาจาก "ค่าจ้างสี" อย่างเดียว (เป็นเงินสดหรือรำ+แกลบก็ได้) ส่วน "ซื้อข้าวเปลือกมาสีขาย" คือโรงสีซื้อข้าวเปลือกเอง สีแล้วขายข้าวสาร+รำ+แกลบต่อเป็นธุรกิจซื้อมา-ขายไปเต็มรูปแบบ กำไรต่อตันสูงกว่ามากแต่ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนสำรองซื้อข้าวเปลือกและรับความเสี่ยงเรื่องราคาข้าวเอง — ลองสลับ 2 โหมดดูกราฟเปรียบเทียบท้ายผลคำนวณ

"สีข้าวแลกรำ" คืออะไร ทำไมโรงสีชุมชนถึงนิยมใช้วิธีนี้?

เป็นวิธีคิดค่าจ้างสีข้าวที่พบได้ทั่วไปในทางปฏิบัติของโรงสีชุมชน/ขนาดเล็กในไทย — แทนที่จะคิดค่าจ้างเป็นเงินสด โรงสีจะคืนข้าวสารให้ลูกค้าเต็มจำนวนที่สีได้ แล้วเก็บ<strong>รำข้าวและแกลบ</strong>ที่ได้จากการสีไว้เป็นค่าจ้างแทน ข้อดีคือลูกค้าไม่ต้องพกเงินสดมาจ่าย และโรงสีได้รำ+แกลบไปขายต่อหรือใช้เลี้ยงสัตว์เอง เครื่องมือนี้คำนวณมูลค่าที่แท้จริงของรำ+แกลบที่โรงสีจะได้รับจากวิธีนี้ให้อัตโนมัติ (จากราคารำ/แกลบต่อกก.ที่กรอกไว้ในขั้นที่ 4) เพื่อเทียบกับการคิดค่าจ้างเป็นเงินสดว่าแบบไหนคุ้มกว่า

ทำไมค่าเริ่มต้นค่าจ้างสีข้าวเป็นเงินสด (775 บาท/ตัน) ถึงมาจากมูลค่าแลกรำ ไม่ใช่ราคาตลาด?

เพราะไม่พบตัวเลขค่าจ้างสีข้าวเป็นเงินสดต่อตันที่น่าเชื่อถือและเป็นปัจจุบันชัดเจน (พบเพียงข้อมูลเก่าไม่ทราบปีว่าเคยปรับจาก 5 เป็น 10 บาทต่อกระสอบ 30 กก. ~330 บาท/ตัน) เครื่องมือนี้จึงใช้หลักเหตุผลว่า<strong>ค่าจ้างที่ยุติธรรมควรใกล้เคียงกับมูลค่าที่โรงสีจะได้จากทางเลือกอื่น</strong> (คือแลกรำ) เป็นจุดตั้งต้นที่สมเหตุสมผลกว่าการเดาตัวเลขลอยๆ — ไม่ใช่ตัวเลขอ้างอิงตลาดโดยตรง ปรับได้เองตามที่ตกลงกับลูกค้าจริงในพื้นที่

อัตราสีได้ข้าวสาร 65% รำ 11% แกลบ 23% มาจากไหน ปรับได้ไหม?

มาจากข้อมูลอ้างอิงทางการเกษตรที่พบตรงกันหลายแหล่งว่าข้าวเปลือก 1 ตัน สีได้ข้าวสารประมาณ 600-660 กก. (60-66%) รำข้าวประมาณ 80-110 กก. (8-11%) และแกลบประมาณ 230-250 กก. (23-25%) ส่วนที่เหลือเป็นความชื้น/สิ่งสูญเสียระหว่างสี — เครื่องมือนี้ใช้ค่ากลางที่พบบ่อยสุด (65/11/23%) เป็นค่าเริ่มต้น แต่<strong>ปรับได้ทั้ง 3 ค่า</strong> เพราะอัตราจริงผันแปรตามพันธุ์ข้าว ความชื้นตอนสี และคุณภาพเครื่องสี ควรปรับตามประสบการณ์จริงถ้ามี

ทำไมพรีเซ็ตราคาข้าวหอมมะลิที่ขายได้ (27,000 บาท/ตัน) ถึงต่ำกว่าราคาส่งออกที่เห็นในข่าว (30,000+ บาท/ตัน) มาก?

เพราะราคาข้าวหอมมะลิ 100% ที่เห็นในข่าวส่งออก (33,000-38,000+ บาท/ตัน) เป็น<strong>เกรดส่งออกพรีเมียม</strong> ที่ต้องมีเมล็ดยาวสม่ำเสมอ ผ่านการอบแห้ง/บ่มได้มาตรฐานสูง ซึ่งโรงสีขนาดเล็กที่ใช้เครื่อง 3 หัวสีทั่วไปมักทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ (ผลผลิตจริงมักคละเกรด มีข้าวหักปนมากกว่า) เครื่องมือนี้จึงใช้ค่าประมาณการที่ต่ำกว่าราคาส่งออกมากแทน สะท้อนคุณภาพระดับ "โรงสีเล็ก" — ถ้าคุณมีเครื่องคัดคุณภาพสูง/ตลาดพรีเมียมรองรับจริง สามารถปรับตัวเลขนี้ขึ้นเองได้

ทำไมลองสลับเป็นโหมด "รับจ้างสีข้าว" แล้วตัวเลขคืนทุนแย่ลงหรือขาดทุน ทั้งที่ปริมาณ/ต้นทุนเท่ากัน?

เป็นข้อค้นพบจริงที่ตั้งใจไม่ปรับแต่งให้สวย — รายได้ต่อตันของโหมดรับจ้างสี (แค่ค่าจ้าง) ต่ำกว่ารายได้ต่อตันของโหมดซื้อขายเอง (มาร์จิ้นเต็มจากขายข้าวสาร+รำ+แกลบ) มาก ถ้ายังใช้ต้นทุนดำเนินการเดียวกัน (พนักงาน 3 คน เครื่องมาตรฐานที่ผ่อนภาระสูง) โหมดรับจ้างสีอย่างเดียวอาจทำกำไรไม่พอ — ในทางปฏิบัติ โรงสีที่รับจ้างสีเป็นหลักมักมีต้นทุนดำเนินการต่ำกว่านี้มาก (คนน้อยกว่า เครื่องเล็กกว่า ไม่ต้องมีคนขายของ) เหมาะเป็นธุรกิจเสริมของโรงสีที่มีธุรกิจซื้อขายเป็นหลักอยู่แล้ว มากกว่าเป็นธุรกิจหลักเดี่ยวๆ — ลองลดจำนวนพนักงาน/เลือกเครื่องจักรขนาดเล็กลงถ้าจะทำโหมดนี้เป็นธุรกิจหลักจริง

ทำไมค่าไฟฟ้าไม่มีค่าเริ่มต้นในกล่องคำนวณ ต้องกรอกเองทำไม?

เพราะค่าไฟฟ้าของเครื่องสีข้าวผันแปรตามขนาดมอเตอร์มาก (เครื่องเล็ก 150 กก./ชม. ใช้ไฟเฉลี่ยเพียง 5-6 บาท/ชม. แต่เครื่องมาตรฐาน 3 หัวสีมีมอเตอร์รวมใหญ่กว่ามาก) และจำนวนชั่วโมงทำงานจริงต่อวันก็ต่างกันมากตามปริมาณงาน เครื่องมือนี้จึงตั้งใจไม่ใส่ค่าเริ่มต้นที่ไม่มีที่มาแน่ชัด ให้กรอกจากใบแจ้งค่าไฟจริงหรือประมาณการเอง (ตัวอย่างคำนวณด้านล่างหน้านี้ใช้ 12,000 บาท/เดือน เป็นตัวอย่างประมาณการเท่านั้น)

ทำไมโหมด "ซื้อข้าวเปลือกมาสีขาย" ถึงคืนทุนเร็วมาก (ไม่ถึง 2 ปี) ที่ค่าเริ่มต้น เป็นตัวเลขที่เชื่อถือได้จริงไหม?

ตัวเลขมาร์จิ้นที่ใช้คำนวณ (ซื้อข้าวเปลือกเจ้า ~6,500 บาท/ตัน ขายข้าวสาร+รำ+แกลบรวมได้ ~9,225 บาท/ตัน) มาจากราคาตลาดจริงที่ค้นพบ ไม่ใช่ตัวเลขที่แต่งขึ้น และตรงกับที่มักพูดถึงกันว่า "ชาวนาไม่รวยแต่โรงสีรวย" เพราะมูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ของห่วงโซ่ข้าวไปตกอยู่ที่ขั้นตอนแปรรูป+ขายปลีกมากกว่าขั้นตอนปลูก — <strong>แต่ตัวเลขนี้ยังไม่รวมความเสี่ยงจริงที่โมเดลง่ายๆ นี้จับไม่ได้ครบ</strong> เช่น ราคาข้าวเปลือก/ข้าวสารผันผวนตามฤดูกาล/นโยบายรัฐ ความเสี่ยงด้านคุณภาพ/ความชื้นของข้าวเปลือกที่รับซื้อ การแข่งขันหาลูกค้าซื้อข้าวสารจริง และตลาดขายจริงอาจไม่รับซื้อได้ครบทุกตันที่สีตลอดเวลา ควรมองเป็นเพดานบนของกำไรที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ตัวเลขรับประกัน

ทำไมอายุใช้งาน 20 ปี ทั้งที่ชิ้นส่วนเครื่องสี (ลูกยาง/หินขัด) น่าจะสึกเร็วกว่านั้นมาก?

ถูกต้องที่ชิ้นส่วนสึกหรอ เช่น ลูกยางกะเทาะเปลือก/หินขัดมัน ต้องเปลี่ยนบ่อยกว่าอายุใช้งานรวมของเครื่องมาก (มักเป็นรายปีหรือถี่กว่า) แต่การเปลี่ยนชิ้นส่วนเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายระดับ "ค่าบำรุงรักษาต่อปี" (มีช่องกรอกแยกในขั้นที่ 6) ไม่ใช่การลงทุนซื้อเครื่องจักรทั้งชุดใหม่ ตัวโครงเครื่อง+มอเตอร์หลัก+อาคาร+ที่ดินซึ่งเป็นเงินลงทุนก้อนใหญ่ยังใช้งานได้ยาวนานกว่านั้นมากถ้าดูแลรักษาสม่ำเสมอ — เครื่องมือนี้จึงใช้อายุใช้งาน 20 ปีเหมือนเครื่องมืออื่นในหมวดที่มีอาคาร+ที่ดินเป็นสัดส่วนใหญ่ของเงินลงทุน แต่ควรกรอกค่าบำรุงรักษาให้ใกล้เคียงจริงเพื่อให้ผลกำไรสุทธิสมจริงขึ้น

ถามหมอพืช

🌱 หมอพืช

บอกอาการของพืชที่เจอมาได้เลยครับ เช่น ชื่อพืช + ปัญหาที่พบ แล้วเดี๋ยวช่วยหาสินค้าที่เหมาะกับคุณ

พิมพ์เสร็จกดถามเลย ระบบจะช่วยหาสินค้าที่เกี่ยวข้อง พร้อมบทความให้อ่านเพิ่มเติม

ยังไม่แน่ใจ? ลองถามเกษตรกรด้วยกันที่ ชุมชนเกษตรออนไลน์ ได้ฟรี