วิกฤตน้ำท่วม 49 จังหวัด จมมิด 1.7 ล้านไร่! กรมส่งเสริมการเกษตร ระดมทีมกู้ซากสวนทุเรียนตะวันออกก่อนยืนต้นตาย
อัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่เกษตรล่าสุด 49 จังหวัด เสียหายกว่า 1.7 ล้านไร่ สวนทุเรียนระยองอ่วม 2.6 หมื่นไร่ กรมส่งเสริมการเกษตรจับมือ มก. เร่งฟื้นฟูระบบรากพืชด่วน พร้อมกางแผนแจกพันธุ์พืชเยียวยาหลังน้ำลด
สถานการณ์อุทกภัยระลอกล่าสุดยังคงสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคการเกษตรไทย ข้อมูลสรุปความเสียหายสะสมล่าสุดพบพื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วมขังแล้วกว่า 1.7 ล้านไร่ ครอบคลุม 49 จังหวัด เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนกว่า 150,000 ราย โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างสวนทุเรียนภาคตะวันออกที่กำลังเผชิญวิกฤตหนักจากภาวะน้ำท่วมขังข้ามสัปดาห์
กางตัวเลขความเสียหาย 1.7 ล้านไร่ ข้าว-พืชไร่-ไม้ผลกระทบหนัก
จากการประเมินพื้นที่ประสบภัย 49 จังหวัดของกรมส่งเสริมการเกษตร แบ่งประเภทความเสียหายออกเป็น:
⚬ นาข้าว: ราว 1,300,000 ไร่ (พื้นที่กระทบสูงสุด)
⚬ พืชไร่: ราว 290,000 ไร่
⚬ ไม้ผลและพืชสวน: ราว 120,000 ไร่
นอกจากเงินชดเชยเยียวยาตามระเบียบกระทรวงการคลังแล้ว ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมขับเคลื่อนโครงการสร้างความมั่นคงทางอาหารทันทีที่น้ำเริ่มลด โดยจะกระจายเมล็ดพันธุ์ผัก ต้นพันธุ์ และกล้าพืช พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตและสารชีวภัณฑ์ในการฟื้นฟูดิน ส่วนปัญหาการขาดแคลนท่อนพันธุ์พืชไร่ โดยเฉพาะ มันสำปะหลัง มีการวางแผนสำรองท่อนพันธุ์รับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว
นาทีชีวิตสวนทุเรียนระยอง 26,000 ไร่ เร่งฟื้นระบบรากและอากาศในดิน
ไฮไลต์ความเสียหายที่ต้องแข่งกับเวลาคือกลุ่มไม้ผลยืนต้น โดยเฉพาะสวนทุเรียนในจังหวัดระยองและภาคตะวันออก ที่จมน้ำขังแล้วกว่า 26,000 ไร่ ซึ่งหากต้นทุเรียนขาดออกซิเจนในดินจนรากเน่าและยืนต้นตาย เกษตรกรจะต้องใช้เวลาปลูกและดูแลใหม่นานอย่างน้อยถึง 5 ปี จึงจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อีกครั้ง
กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ประสานความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ภาควิชาโรคพืช) จัดส่งทีมนักวิชาการลงพื้นที่สาธิตแนวทางกู้ชีพต้นทุเรียนที่ยังมีโอกาสรอด โดยเน้นการฟื้นฟูการแลกเปลี่ยนอากาศในดิน การตัดแต่งกิ่งลดการคายน้ำ และการใช้สารชีวภัณฑ์เข้าควบคุมเชื้อราสาเหตุโรครากเน่าโคนเน่า เพื่อช่วยให้ต้นไม้กลับมาฟื้นตัวได้เร็วที่สุด
ภาพรวมมวลน้ำเริ่มทรงตัว ชลประทานเร่งระบายลงอ่าวไทย
ด้านภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ หลายพื้นที่เริ่มส่งสัญญาณคลี่คลาย:
⚬ ชลบุรี (พนัสนิคม): น้ำลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ โดยกรมชลประทานได้ประสานงานร่วมกับกองทัพเรือและกระทรวงกลาโหม ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำระบายออกจากคลองพานทอง นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร และพื้นที่ตอนล่าง คาดว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติสมบูรณ์ภายใน 3–4 สัปดาห์
⚬ ลุ่มน้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี-ฉะเชิงเทรา: ระดับน้ำทรงตัว แควหนุมานกลับสู่สภาวะปกติ ส่วนบริเวณตลาดเก่ากบินทร์บุรีระดับน้ำลดลงวันละ 20–25 เซนติเมตร คาดว่าพื้นที่เขตเมืองจะแห้งภายในกลางเดือนตุลาคม และจะสูบน้ำออกจากทุ่งน้ำหลากได้ทั้งหมดช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน
⚬ ภาคตะวันตก (กาญจนบุรี-ราชบุรี): บริเวณอำเภอท่ามะกา และริมตลิ่งแม่น้ำแม่กลอง มีน้ำเอ่อล้นตลิ่ง 30–40 เซนติเมตร แต่ยังไม่กระทบชุมชนหลัก ทั้งนี้ยังคงมีการแจ้งเตือนให้เกษตรกรและประชาชนริมฝั่งแม่น้ำยกของขึ้นที่สูงและเฝ้าระวังต่อเนื่อง
คำแนะนำสำหรับเกษตรกรหลังน้ำลด:
เมื่อน้ำเริ่มทรงตัวและลดระดับลง เกษตรกรไม่ควรรีบเหยียบย่ำโคนต้นไม้ผลขณะที่ดินยังแฉะและอิ่มตัวด้วยน้ำ เพื่อป้องกันรากช้ำขาดอากาศ ควรเร่งเปิดทางระบายน้ำออกจากโคน และติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่เพื่อประสานรับความช่วยเหลือทั้งด้านการสำรวจเงินชดเชยและขอรับสารชีวภัณฑ์ฟื้นฟูแปลงเพาะปลูกต่อไป
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นเลย