โรคแอนแทรคโนส สาเหตุ พืชที่พบ และสารสามัญที่ใช้ป้องกันกำจัด
โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose, แอนแทรคโนส) เป็นโรคพืชที่พบได้ในพืชหลายชนิด โดยเฉพาะพืชผัก ไม้ผล พืชไร่ และไม้ประดับ อาการมักพบเป็นแผลสีน้ำตาลถึงดำบนใบ กิ่ง ลำต้น หรือผล บางครั้งแผลยุบตัวและมีมวลสปอร์สีส้ม ชมพู หรือดำเกิดขึ้น เชื้อสามารถแพร่กระจายได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้นและมีความชื้นสูง
1. เชื้อสาเหตุของโรคแอนแทรคโนส
โรคแอนแทรคโนสไม่ได้เกิดจากเชื้อเพียงชนิดเดียว แต่ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อราในสกุล Colletotrichum (คอลเลโททริคัม) และมีหลายชนิดที่สามารถทำให้เกิดโรคในพืชต่างกัน
Colletotrichum gloeosporioides (คอลเลโททริคัม โกลอีโอสปอริโออิเดส) พบเกี่ยวข้องกับมะม่วง อะโวคาโด กล้วย มะละกอ และไม้ผลหลายชนิด
Colletotrichum siamense (คอลเลโททริคัม สยามเอนเซ) พบได้ในพืชหลายชนิด รวมถึงสตรอว์เบอร์รีและไม้ผล
Colletotrichum fructicola (คอลเลโททริคัม ฟรุกติโคลา) พบในสตรอว์เบอร์รีและไม้ผลบางชนิด
Colletotrichum truncatum (คอลเลโททริคัม ทรังคาทัม) พบเด่นในถั่วเหลือง และสามารถทำให้เกิดโรคแอนแทรคโนสในพืชตระกูลถั่ว
Colletotrichum acutatum (คอลเลโททริคัม อะคิวเททัม) พบในพริก สตรอว์เบอร์รี พีช และไม้ผลบางชนิด
นอกจากนี้ยังมี Colletotrichum อีกหลายชนิดและกลุ่มชนิดเชื้อ (species complex, สปีชีส์คอมเพล็กซ์) ที่สามารถก่อโรคในพืชแตกต่างกัน ดังนั้นการเห็นอาการคล้ายกันไม่ได้หมายความว่าเกิดจากเชื้อชนิดเดียวกันเสมอไป
2. สารสามัญที่ใช้ป้องกันกำจัด
แมนโคเซบ (Mancozeb, แมนโคเซบ)
เป็นสารสัมผัสแบบหลายจุดออกฤทธิ์ (Multisite, มัลติไซต์) เหมาะสำหรับใช้ป้องกันเชื้อราและช่วยลดโอกาสการดื้อยา ข้อดีคือมีความเสี่ยงต่อการดื้อยาต่ำเมื่อเทียบกับสารที่ออกฤทธิ์เฉพาะจุด
ข้อเสียคือไม่ใช่สารดูดซึม จึงเหมาะกับการป้องกันมากกว่าการรักษาโรคที่กำลังระบาด และต้องมีการเคลือบผิวพืชอย่างทั่วถึง
คาร์เบนดาซิม (Carbendazim, คาร์เบนดาซิม)
เป็นสารดูดซึมในกลุ่ม MBC (เอ็มบีซี) ออกฤทธิ์รบกวนการแบ่งเซลล์ของเชื้อรา จึงสามารถควบคุมเชื้อได้ดีในบางพื้นที่
ข้อเสียคือมีความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาสูง โดยเฉพาะเมื่อใช้ซ้ำบ่อย และมีรายงานเชื้อ Colletotrichum ที่ดื้อต่อสารกลุ่มนี้แล้ว
อะซอกซีสโตรบิน (Azoxystrobin, อะซอกซีสโตรบิน)
เป็นสารกลุ่ม QoI (คิวโอไอ) ออกฤทธิ์รบกวนการหายใจของเชื้อรา มีคุณสมบัติทั้งป้องกันและช่วยยับยั้งการพัฒนาของโรค
ข้อเสียคือมีความเสี่ยงต่อการดื้อยาสูง การใช้ซ้ำสารกลุ่มเดิมบ่อย ๆ อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง
ไดฟีโนโคนาโซล (Difenoconazole, ไดฟีโนโคนาโซล)
เป็นสารดูดซึมกลุ่ม DMI (ดีเอ็มไอ) ยับยั้งการสร้างสเตอรอลของเชื้อรา มีประสิทธิภาพกับ Colletotrichum หลายชนิด และถูกใช้ในงานควบคุมโรคแอนแทรคโนสหลายระบบ
ข้อเสียคือเป็นสารออกฤทธิ์เฉพาะจุด จึงมีความเสี่ยงต่อการพัฒนาการดื้อยาเมื่อใช้ซ้ำต่อเนื่อง
ทีบูโคนาโซล (Tebuconazole, ทีบูโคนาโซล)
เป็นสารกลุ่ม DMI เช่นเดียวกับไดฟีโนโคนาโซล มีคุณสมบัติดูดซึมและใช้ควบคุมเชื้อราได้หลายชนิด
ข้อเสียคือประสิทธิภาพอาจแตกต่างกันตามชนิดของ Colletotrichum และบางประชากรเชื้ออาจมีความไวต่อสารลดลง
ไพราโคลสโตรบิน (Pyraclostrobin, ไพราโคลสโตรบิน)
เป็นสารกลุ่ม QoI มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคจาก Colletotrichum หลายชนิด
ข้อเสียคือมีความเสี่ยงต่อการดื้อยาสูง จึงไม่ควรใช้ซ้ำต่อเนื่องโดยไม่สลับกลุ่มสาร
สารทองแดง เช่น คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ (Copper hydroxide, คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์)
เป็นสารสัมผัสแบบหลายจุดออกฤทธิ์ เหมาะกับการป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด และมีความเสี่ยงต่อการดื้อยาต่ำ
ข้อเสียคือไม่สามารถกำจัดเชื้อที่เข้าไปเจริญภายในเนื้อเยื่อได้ดี และการใช้เข้มข้นเกินไปอาจทำให้เกิดอาการเป็นพิษต่อพืชบางชนิด
3. หลักการเลือกใช้สาร
การควบคุมแอนแทรคโนสควรเน้นการป้องกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไม่ควรรอให้โรคลุกลามแล้วจึงเริ่มพ่นสาร การสลับสารต่างกลุ่มตามกลไกการออกฤทธิ์ (Mode of Action, โมด ออฟ แอ็กชัน) ช่วยลดแรงกดดันที่ทำให้เชื้อดื้อยา และควรใช้ตามอัตราและพืชที่ระบุบนฉลาก
4. สรุป
โรคแอนแทรคโนสเกิดจาก Colletotrichum หลายชนิด ไม่ใช่เชื้อชนิดเดียวกันในทุกพืช การเลือกสารจึงควรพิจารณาทั้งชนิดพืช ชนิดเชื้อ ระยะของโรค และประวัติการใช้สารในแปลง สารสัมผัสอย่างแมนโคเซบและสารทองแดงเหมาะกับการป้องกัน ขณะที่สารดูดซึม เช่น ไดฟีโนโคนาโซล อะซอกซีสโตรบิน หรือสารกลุ่มอื่น อาจมีบทบาทในการควบคุมโรคที่แตกต่างกัน การสลับกลุ่มสารและไม่ใช้สารเดิมซ้ำต่อเนื่องเป็นแนวทางสำคัญในการลดปัญหาเชื้อดื้อยา
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นเลย