พืชแสดงอาการอย่างไรเมื่อถูกไรทำลาย? รู้จักชนิดไรศัตรูพืชและวิธีเลือกสารกำจัดให้ตรงจุด
ช่วงแล้งและฝนทิ้งช่วง "ไรศัตรูพืช" มักระบาดรวดเร็ว เกษตรกรมักมองข้ามเพราะตัวเล็กมาก หากปล่อยจนใบกร้าน ดอกร่วง หรือผลลาย ผลผลิตจะเสียหายหนัก บทความนี้สรุปอาการ ชนิดไร พืชอาศัย พร้อมข้อดีข้อเสียของสารกำจัด เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรเลือกใช้ได้ตรงจุดและคุ้มค่า
1. พืชแสดงอาการอย่างไรเมื่อถูกไรเข้าทำลาย?
ไรเป็นสัตว์ขาข้อตระกูลแมงมุม ใช้ปากดูดกินน้ำเลี้ยง แสดงอาการดังนี้
- ใบซีดด่างและกร้าน: เกิดจุดประขาวหรือเหลือง ก่อนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลกร้าน
- ใบหงิกงอผิดรูป: ขอบใบม้วนงอลง ยอดหดสั้น กร้าน แข็ง (พบบ่อยในพริก มะเขือ)
- ผิวผลผลิตลายด้าน: ผิวส้ม ทุเรียน เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ายสนิม (Rust - ผิวสนิม) หรือเป็นขุยลาย
- เส้นใยปกคลุม: ไรแดงระบาดหนักจะพบใยบางๆ คล้ายใยแมงมุมปกคลุมใต้ใบ
2. ชนิดของไรศัตรูพืชที่พบบ่อยและพืชอาศัย (Host plants - พืชอาศัย)
- ไรแดง (Red spider mites - ไรแดงใยแมงมุม): ตัวสีแดงเข้ม ชักใย พืชอาศัยคือ ทุเรียน มะละกอ มันสำปะหลัง กล้วยไม้ ไม้ดอก
- ไรขาวพริก (Broad mites - ไรขาว): ตัวเล็กใส ดูดยอดอ่อนจนม้วนงอ พืชอาศัยคือ พริก มะเขือ ถั่วฝักยาว มะนาว แตง
- ไรสนิม (Rust mites - ไรสนิม): ดูดกินผิวผลและใบจนคล้ำด้าน พืชอาศัยเด่นคือ ส้ม มะนาว ส้มโอ
- ไรสี่ขา (Gall mites - ไรปุ่มปม): ตัวคล้ายหนอนจิ๋ว ดูดจนใบพองเป็นปุ่มปม พืชอาศัยคือ ลิ้นจี่ ลำไย มะม่วง
3. สารสามัญที่ใช้กำจัด ข้อดีและข้อเสีย
ควรเลือกสารกำจัดไรโดยเฉพาะ (Acaricides - สารกำจัดไร) และสลับกลุ่มยาเพื่อเลี่ยงไรดื้อยา (Resistance - ความต้านทานต่อสารเคมี)
1) อะบาเมกติน (Abamectin)
- ข้อดี: ซึมผ่านใบดี คุมทั้งไร เพลี้ยไฟ หนอนชอนใบ ราคาประหยัด
- ข้อเสีย: ไรดื้อยาง่ายมากหากใช้ซ้ำ ไม่เหมาะช่วงระบาดหนัก
2) ไพริดาเบน (Pyridaben)
- ข้อดี: น็อกเร็ว (Knockdown effect - ฤทธิ์กำจัดเฉียบพลัน) คุมตัวอ่อนและตัวแก่ได้ดี
- ข้อเสีย: ไม่ฆ่าไข่ ไรดื้อยาไว และเป็นพิษต่อไรตัวห้ำ
3) โพรพาร์ไกต์ (Propargite)
- ข้อดี: ออกฤทธิ์สัมผัสและไอระเหย แทรกซึมทรงพุ่มดี คุมได้นาน
- ข้อเสีย: ห้ามพ่นตอนแดดจัด เสี่ยงเกิดพิษต่อพืช (Phytotoxicity - พิษจากสารเคมีต่อพืช) จนใบหรือผลไหม้
4) สไปโรมีซิเฟน (Spiromesifen) / สไปโรไดโคลเฟน (Spirodiclofen)
- ข้อดี: คุมไข่และตัวอ่อนได้นาน ปลอดภัยต่อพืชและผึ้ง
- ข้อเสีย: ตัวแก่ตายช้า ต้องพ่นตั้งแต่เริ่มพบระบาด
5) เฮกซีไทอะซอกซ์ (Hexythiazox)
- ข้อดี: คุมไข่และยับยั้งการลอกคราบได้ดีเยี่ยม ปลอดภัยสูง
- ข้อเสีย: ไม่ฆ่าตัวเต็มวัยทันที ต้องพ่นสลับกับยาฆ่าตัวแก่
4. ควรเลือกสารอะไร เมื่อพบไรระบาดร่วมกับหนอน?
หากแปลงพืชมีทั้งไรและหนอน ควรเลือกสารที่คุมได้ทั้งสองกลุ่มเพื่อประหยัดต้นทุน
- พบไรและหนอนกระทู้: ใช้ คลอร์ฟีนาเพอร์ (Chlorfenapyr - คลอร์ฟีนาเพอร์) กำจัดได้ทั้งหนอนดื้อยาและไรอย่างเด็ดขาด
- พบไรและหนอนชอนใบ: ใช้ อะบาเมกติน (Abamectin) ร่วมกับน้ำมันแร่ (Petroleum spray oil - ปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์) ช่วยคุมไข่ไรและแทรกซึมฆ่าหนอนใต้ผิวใบ
- พบไรและหนอนเจาะสมอ / หนอนม้วนใบ: หากใช้ยาหนอนอย่าง อีมาเมกติน เบนโซเอต (Emamectin benzoate) ให้ผสมยาคุมไข่ไร เช่น เฮกซีไทอะซอกซ์ (Hexythiazox) เพื่อตัดวงจรไรไปพร้อมกัน
5. เทคนิคการพ่นสารให้ได้ผล
- พ่นใต้ใบ: ปรับหัวฉีดฝอยละเอียด ฉีดช้อนใต้ใบเพราะไรและไข่ซ่อนอยู่ใต้ใบ
- สลับกลุ่มยา: ไม่ใช้สารกลุ่มเดิมติดต่อกันเกิน 2 ครั้ง เพื่อกันดื้อยา
- ฉีดพ่นเช้าหรือเย็น: เลี่ยงแดดจัด และผสมสารจับใบ (Adjuvants - สารเสริมประสิทธิภาพ) ทุกครั้ง
สรุปท้ายบทความ
การจัดการไรศัตรูพืชให้ได้ผลดี ต้องหมั่นส่องใต้ใบและตัดไฟแต่ต้นลม หากพบหนอนระบาดร่วมด้วยให้เลือกสารที่ครอบคลุมทั้งสองกลุ่มอย่างถูกต้อง การสลับกลุ่มสารเคมีและพ่นช้อนใต้ใบจะช่วยลดต้นทุนค่ายาและรักษาคุณภาพผลผลิตได้อย่างยั่งยืน
ความคิดเห็น
ยังไม่มีความเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นเลย